หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วิธีกำจัดความเหงา

1.ทำสิ่งที่บันเทิงใจwill-love5
เรามักจะมีงานอดิเรกไม่เหมือนกันโดยเฉพาะตัวผม ?ทุกเช้าประมาณ 7 โมงเช้าผมจะตื่นขึ่นมาพร้อมกับชงกาแฟร้อนๆแก้วนึง แล้ว จะนั่งจิบไปดูปลาหางนกยูงหลากสีที่เลี้ยงอยู่ในอ่างกระเบื้อง ผมซื้อมา 3-4 คู่ ?ปัจจุบันมันออกลูกหลานประมาณ 50 ตัว ?จากนั้นกาแฟเริ่มหมดแก้วผมก็เริ่มเอาสายยางฉีดน้ำต้นไม้ ?ผมเห็นความเจริญเติบโตของมันจากเมื่อก่อนต้นเล็กๆวันนี้มันโตขึ้นและผมก็ให้อาหารปลา เสร็จสรรพเรียบร้อย ?ผมก็อาบน้ำและไปส่งภรรยาต่อรถไฟฟ้าไปทำงานแล้วกลับมาอ่านหนังสือและเฝ้าเดี่ยว
2. สร้างความตื่นเต้นดีใจแก่ตนเอง
ผมจะตื่นเต้นดีใจเมื่อใกล้ค่ำเพราะรู้ว่าเวลาพักผ่อนและเวลานอนมาถึงแล้วเพราะการนอนพระเจ้าเป็นผู้ประทานให้และคาดหวังว่าพระองค์จะตรัสกับผมทางความฝัน ผมชอบเขียนบทความที่เป็นการกลั่นกรองประสบการณ์การรับใช้ที่ยาวนาน อยากจะเขียนแบ่งปันให้รุ่นน้องๆได้อ่าน ?ผมจึงจะตื่นเต้นเมื่อลืมตาขึ้นมายามเช้าเพราะผมจะได้สร้างสรรค์กับงานใหม่ๆ ผมชอบที่จะรับใช้เพราะมันเป็นความอัศจรรย์ที่เกินความคาดคิดที่พระองค์ทรงทำ ผมมักชอบทำสิ่งใหม่ๆเพราะมันลับสมองและท้าทายความเพียรพยายามและเห็นจนกว่าความสำเร็จมาถึง ?ผมชอบอะไรที่เป็นสิ่งไหม่ๆที่ท้าทายที่จะทำและสนุกกับมันเพราะมันทำให้ผมกระตือรือล้นเพราะมีอะไรใหม่ๆให้ท้าทายได้ตลอดและกำจัดความเหงาไปได้ดี
3. ทำอย่างเต็มที่
ทำไมเราจึงเหงา ก็เพราะเราไม่ทำงานของเราเต็มที่ เราไม่เห็นถึงความสำเร็จ เราไม่เชื่อว่าสิ่งที่เรากำลังทำนั้นมีค่าแต่อย่าลืมว่า ทุกอย่างในชีวิตมันมีผลต่ออนาคตหมดเลยครับ เหมือนคนก่อปราสาทราชวังมันต้องเริ่มจากอิฐก้อนที่หนึ่งก้อนเดียวเพราะหากคนสร้างปราสาทเขาไม่ท้อตั้งแต่การก่ออิฐก้อนแรกเพราะเขารู้ว่าเขากำลังจะสร้างปราสาทราชวังแต่หากเขาไม่รู้ก่อทำไมแค่กำแพงก็ไม่สำเร็จครับ
4. ดูแลและรักตัวเอง
หากท่านไม่อยากเหงา จงหางานอดิเรกที่ตัวเองชอบหรืออาจสะสมบางสิ่งเช่น ปลาหรือต้นไม้ราคาถูก ผมชอบสะสมหูฟังครับ มีมากมาย ค่อยๆเก็บเงินซื้อ ก็ใจรักแต่ก็ซื้อในราคาที่ตัวเองสู้ไหว
5.ทักทายเพื่อนๆน้องๆรอบข้างที่ดีกับเรา
คิดถึงเขาก่อนแล้วพวกเขาจะคิดถึงท่าน อย่าเป็นคนที่รอให้คนอื่นต้องทักต้องโทรเข้าหาท่านก่อนแบบนี้แหละ ท่านก็จะพบความเหงาได้ง่ายเพราะท่านจะได้รับอย่างที่ท่านได้หว่านออกไปครับ


 ที่มา บทความดีๆ ของ อาจารย์เจริญ ยธิกุล จาก www.james7.info

เว็บไซต์ไทยวิกฤต จะอยู่รอดเพียงเว็บใหญ่

ทรูฮิตส์ เผย ประชากรอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีจำนวนมากกว่า 25,090,390 คน เฉลี่ยแล้วคิดเป็น 6.15 ล้านคนต่อวัน เพิ่มขึ้น 26.77% จากปี 2553 ซึ่งคนไทยออนไลน์เฉลี่ย 5.05 ล้านคนต่อวัน แต่ปรากฏว่าคนไทยนิยมใช้งานเว็บไซต์ต่างประเทศมาก ทำให้ ?เพจวิว? เว็บไทยเติบโตไม่ถึง 1% ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่อาจแปลว่าเงินโฆษณาไทยจะไหลออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง และเว็บไซต์ไทยจะอยู่รอดเพียงเว็บใหญ่เท่านั้น
นายปิยะ ตัณฑวิเชียร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค บริษัท ศูนย์วิจัยนวัตกรรมอินเทอร์เน็ตไทย จำกัด หรือทรูฮิตส์ (Truehits.net) กล่าวใน ?งานประกาศผลรางวัลเว็บไซต์ยอดนิยม Truehits.net Web Award 2011? วันที่ 14 พฤษภาคม 2555 ว่า ในกลุ่มคนไทยที่ออนไลน์เฉลี่ยวันละประมาณ 6 ล้านคนนั้นเป็นผู้ที่อยู่ในต่างประเทศ 4 แสน 4 หมื่นคน โดยเดือนสิงหาคม 2554 คือเดือนที่สถิติประชากรอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีจำนวนสูงที่สุด คือ 25,090,390 คน
แม้จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทยจะเพิ่มขึ้น แต่จำนวนครั้งของการเยี่ยมชมเว็บไซต์ในประเทศไทยเฉลี่ยต่อวัน (เพจวิว) กลับใกล้เคียงสถิติปี 2553 โดยจากสถิติที่รวบรวมจากเว็บไซต์ 11,000 เว็บที่เป็นสมาชิกกับทรูฮิตส์ พบว่าประเทศไทยมีเพจวิวเฉลี่ย 127 ล้านครั้ง เติบโตไม่ถึง 1% เมื่อเทียบกับเพจวิวปี 2553 ซึ่งมีจำนวน 125 ล้านครั้ง
เหตุผลสำคัญของสิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนไทยนิยมใช้งานเว็บไซต์ต่างประเทศมากกว่าเว็บไทย โดยเฉพาะเว็บไซต์เครือข่ายสังคมยอดนิยมอย่างเฟซบุ๊ก ทำให้โอกาสที่เงินโฆษณาออนไลน์ในประเทศไทยจะไปกองอยู่ที่ ?เว็บนอก? อย่างเฟซบุ๊กและกูเกิล ซึ่งรายหลังเป็นเว็บไซต์ที่ชาวออนไลน์ของไทย 99% ใช้ค้นหาข้อมูล
สิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้คือเว็บไซต์ไทยรายเล็กต้องปรับตัว ไม่เช่นนั้นโอกาสอยู่รอดก็จะมีเพียงเว็บไซต์รายใหญ่มาก อย่างสนุก กระปุก และเอ็มไทย
การสำรวจของทรูฮิตส์พบว่า ปี 2554 คนไทยนิยมชมเว็บไซต์หมวดบันเทิงมากที่สุด (37%) รองลงมาเป็นเกมออนไลน์ (13%) อันดับ 3 คือเว็บล็อกและไดอารีออนไลน์ (10.4%) ตามมาด้วยเว็บข่าว (7%) และเว็บไซต์ชอปปิ้ง (5%)
ระบบปฏิบัติการ Windows7 และเบราเซอร์ Chrome คือระบบปฏิบัติการและโปรแกรมเปิดเว็บไซต์ที่คนไทยใช้งานมากที่สุด โดยในบรรดาอุปกรณ์พกพา คนไทยใช้ไอโฟน (iPhone) และไอแพด (iPad) เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตถึง 46.53% และ 31.19% คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 113.47% และ 529.81% ตามลำดับ
ชายไทยนั้นออนไลน์มากกว่าหญิง สัดส่วนขณะนี้คือ 55% และ 45% ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษา โดยชาวออนไลน์ไทยส่วนใหญ่กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (31%) รองลงมาคือภาคกลาง (20%) อีสาน (18%) ใต้ (12%) เหนือ (10%) และตะวันออก (9%)

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์


ภัยเงียบ ที่เกิดจากการกินอาหารจาก กล่องโฟม


              ช่วง นี้อากาศร้อน ถ้าจะให้ซื้อข้าวรับประทานตามร้านริมทางท่ามกลางไอแดดเห็นทีจะนั่งเช็ด เหงื่อกันไม่ไหวง่ายที่สุดคือ สั่งอาหารใส่กล่องโฟมเข้าไปรับประทานในที่ทำงานติดแอร์เย็นๆ หรือแม้กระทั่งหลังเลิกงานแล้วข้าวกล่องก็เป็นอาหารที่หาซื้อได้สะดวกที่สุด จะเลือกเมนูไหนก็ตักใส่กล่อง ราคาก็ถูก ประหยัดเวลาทำอาหารเอง รับประทานเสร็จก็ไม่ต้องล้าง ท่ามกลางความสะดวกสบาย กล่องโฟมก็แฝงไปด้วยภัยเงียบ
              นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมให้ความรู้ว่ากล่องโฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป (Styrofoam) เป็นของเสียเหลือทิ้งสีดำๆ จากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ประกอบด้วยสารสไตรีน (Styrene) มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน(Estrogen) ในเพศหญิง
อาหาร ตามสั่งที่บรรจุกล่องโฟมจึงเป็นแหล่งสะสมสารสไตรีน ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์ทำให้สมองมึนงง สมองเสื่อมง่ายหงุดหงิดง่าย มีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ และเป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด
               ถ้า เป็นผู้ชายรับประทานเข้าไปมากๆ มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม และทั้งสองเพศมีโอกาสสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ แม้จะไม่ได้ดื่มแอลกฮอล์เป็นประจำก็ตาม
สำหรับสไตรีนถือเป็น สารอันตรายที่สหรัฐเพิ่งประกาศขึ้นบัญชีสารก่อมะเร็ง หญิงมีครรภ์ที่รับประทานอาหารบรรจุในกล่องโฟม ลูกมีโอกาสสมองเสื่อมเป็นเอ๋อ อวัยวะบางส่วนพิการ ส่วนคนทั่วไปถ้ารับประทานอาหารกล่องโฟมทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 มื้อ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า
ทั้งนี้ ผู้บริโภคมีโอกาสได้รับสารสไตรีนในกล่องโฟมได้ง่ายถึง 5 ปัจจัย ได้แก่
1.อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นหรือเย็นลง ทำให้สไตรีนซึมเข้าสู่อาหารได้สูง
2.ถ้าปรุงอาหารโดยใส่น้ำมัน น้ำส้มสายชูแอลกอฮอล์ จะดูดสารสไตรีนจากกล่องโฟมได้มากกว่าปกติ
3.ถ้าซื้ออาหารใส่กล่องทิ้งไว้นานๆไม่ได้รับประทาน อาหารจะดูดสารสไตรีนได้มาก
4.ถ้านำอาหารที่บรรจุโฟมเข้าไมโครเวฟ สไตรีนจะไหลออกมาในปริมาณมาก และ
5.ถ้าอาหารสัมผัสพื้นที่ผิวกล่องโฟมมากๆ รวมถึงร้านไหนตัดถุงพลาสติกใสรองอาหาร ขอบอกว่าได้รับสารก่อมะเร็ง 2 เด้ง ทั้งสไตรีนและไดออกซินจากถุงพลาสติกเลยทีเดียว
นพ.วีรฉัตร เตือนว่าอาหารตามสั่ง หรือข้าวราดแกงที่มักมาคู่กับไข่ดาว หรือไข่เจียวร้อนๆขอเตือนว่า ไข่ดังกล่าวจะไปละลายผนังกล่องโฟม เสมือนรับประทานอาหารคลุกสไตรีนไปด้วย ถึงกระนั้นไข่ดิบที่วางขายในแผงไข่พลาสติก สารสไตรีนมีโอกาสวิ่งเข้าในเปลือกไข่ได้เช่นกัน ถ้าเลือกไข่ดิบควรเลือกซื้อจากแผงไข่กระดาษจะปลอดภัยที่สุด
มนุษย์ ข้าวกล่องอย่ามัวซื้อความสะดวกสบาย จนลืมใส่ใจสุขภาพของตัวเอง ถ้ายอมให้ร่างกายเริ่มสะสมสไตรีนตั้งแต่วันนี้ รับรองวันหน้าหนีไม่พ้นมะเร็งตัวร้ายเป็นแน่?

กล่องชานอ้อยปลอดภัย
มี คำแนะนำจากคุณหมอ ให้ผู้บริโภคสร้างสุขนิสัยการบริโภคใหม่เลี่ยงซื้ออาหารจากกล่องโฟมเปลี่ยน ไปใช้ภาชนะทำจากไบโอชานอ้อยแทน จะนำเข้าเตาไมโครเวฟก็ได้และทนต่ออาหารที่มีอุณหภูมิสูงๆ ได้ ที่สำคัญไร้สารก่อมะเร็งไม่มีผลต่อระบบฮอร์โมนและระบบประสาท????????????

กล่อง ไบโอชานอ้อยย่อยสลายตามธรรมชาติได้ในเวลา 45 วัน ต่างจากโฟมที่ใช้เวลาย่อยสลาย 1,000 ปี พลาสติกที่ใช้เวลา 450 ปี สำหรับคนที่รักสุขภาพเลือกรับประทานผักปลอดสารพิษ แต่ตักใส่กล่องโฟมคุณค่าอาหารก็ไม่มีเหลือเช่นกันดังนั้นเลี่ยงกล่องโฟมเป็น ดีที่สุด

ที่มา  โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ขาวกับดำ


ได้ยินเรื่องนี้อ่านอีกก็ยังชอบอยู่...?ขอบคุณเจ้าของเรื่อง และขออภัยที่ไม่ทราบจริงๆว่าเป็นของใคร
?เศรษฐีคนหนึ่งชอบใจลูกสาวชาวนายากไร้ผู้หนึ่ง เขาเชิญชาวนากับลูกสาวไปที่สวนในคฤหาสน์ของเขา เป็นสวนกรวดกว้างใหญ่ที่มีแต่กรวดสีดำกับสีขาว เศรษฐีบอกชาวนาว่า ท่านเป็นหนี้สินข้าจำนวนหนึ่ง 'แต่หากท่านยกลูกสาวให้ข้า ข้าจะเยิกหนี้สินทั้งหมดให้' ชาวนาไม่ตกลง
        เศรษฐีบอกว่า 'ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม ข้าจะหยิบกรวดสองก้อนขึ้นมาจากสวน ใส่ในถุงผ้านี้ ก่อนหนึ่งสีดำ ก้อนหนึ่งสีขาว ให้ลูกสาวของ ท่านหยิบก้อนกรวดจากถุงนี้ หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว ข้าจะยกหนี้ สินให้ท่าน และนางไม่ต้องแต่งงานกับข้า แต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ นางต้อง แต่งงานกับข้า และแน่นอน ข้าจะยกหนี้ให้ท่านด้วย'
ชาวนาตกลง
          เศรษฐีหยิบกรวดสองก้อนใส่ในถุงผ้า หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่ากรวดทั้งสองก้อนนั้นเป็นสีดำ เธอจะทำอย่างไร?
หากเธอไม่เปิดโปงความจริง ก็จะต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกง หากเธอเปิดโปงความจริง เศรษฐีย่อมเสียหน้า และยกเลิกเกมนี้ แต่บิดาของเธอก็ต้องเป็นหนี้เศรษฐีต่อไปอีกนาน
?เราส่วนใหญ่ถูกสอนมาให้มองปัญหาแบบขาวกับดำ แต่ไม่ใช่ทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้ อย่างขาวกับดำเสมอไป
ในทางตรงกันข้าม หากเราลองมองต่างมุม จะพบว่าหนทางการแก้ปัญหา มีมากกว่าหนึ่งทางเสมอ
การยืดหยุ่นและพลิกแพลง ไปตามสถานการณ์เป็นวิธีการหนึ่ง บางครั้งในการแก้ปัญหา เราอาจต้อง สร้างเครื่องมือในการแก้ปัญหาขึ้นมาใหม่
             ในยุคของ มิคาอิล กอร์บาชอฟ เขากล่าวว่า เป็นเรื่องเขลาที่คิดว่า ปัญหาที่รุมเร้ามนุษย์ ในวันนี้ สามารถแก้ไขได้ด้วยเครื่องมือที่เคยใช้ได้ผลในอดีต หากเขาไม่ได้คิดเช่นนี้ บางทีวันนี้สัง คมนิยมโซเวียตยังไม่เปิดประเทศ และสันติภาพระหว่างฝ่ายขาว-ฝ่าย แดงคงล้าหลังไปอีกหลายปี โลกไม่มีสีขาวกับดำ ลูกสาวชาวนาเอื้อมมือลงไปในถุงผ้า หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน
พลันเธอปล่อยกรวดในมือร่วงลงสู่ พื้นกลืนหายไปในสีขาวและดำของสวนกรวด
เธอมองหน้าเศรษฐีเอ่ยว่า 'ขออภัยที่ข้าพลั้ง เผลอปล่อยหินร่วงหล่น แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อ ท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำอย่างละก้อนลงไปในถุงนี้? ดังนั้นเมื่อเราเปิดถุงออกดูสีกรวดก้อนที่เหลือ ก็ย่อม รู้ทันทีว่า กรวดที่ข้าหยิบไปเมื่อครู่เป็นสีอะไร'?
ถ้าที่ถุงเป็นกรวดสีดำ '...ดังนั้นกรวดก้อนที่ข้าทำตกย่อมเป็นสีขาว'

ชาวนาพ้นสภาพลูกหนี้ และลูกสาวไม่ต้อง แต่งงานกับเศรษฐีขี้โกงคนนั้น

 ที่มา http://www.gracezone.org/index.php/motivate/1487-black-white

“กาแฟขี้ช้าง” กาแฟที่มีราคาแพงที่สุดในโลก

ก่อนจะมาเป็น “กาแฟขี้ช้าง” กาแฟที่มีราคาแพงที่สุดในโลก
          กาแฟขี้ช้าง กาแฟชนิดพิเศษที่ผลิตในประเทศไทยที่เดียวในโลกขณะนี้ มีความพิเศษอย่างไร จึงเป็นกาแฟที่มีราคาแพงที่สุดในโลกด้วย โดยมีสนนราคาอย่างต่ำถึงกิโลกรัมละ 45,000 บาท บีบีซีไทยได้คุยกับคุณเบลค ดินคิน ชาวแคนาดา ผู้ริเริ่มผลิตกาแฟขี้ช้าง ภายใต้ชื่อการค้า “แบลค ไอวอรี คอฟฟี” ดังนี้ค่ะ
          คุณเบลคเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ ได้ลองผิดลองถูกมามาก โดยเขาได้แนวคิดเรื่องการผลิตกาแฟที่ใช้กระบวนการย่อยของสัตว์เป็นที่บ่มเมล็ดกาแฟ ตั้งแต่ตอนอยู่ที่แคนาดาแล้ว โดยเมื่อปี 2545 นั้นเป็นครั้งแรกที่เขาได้อ่านเรื่องกาแฟขี้ชะมดที่ผลิตในอินโดนีเซีย เขาจึงไปลองทำดูบ้างในประเทศเอธิโอเปียเป็นเวลาหนึ่งปี แต่หลังจากนั้นก็พบปัญหาว่า มีการปลอมกาแฟขี้ชะมดเกิดขึ้นมาก โดยเกษตรกรเพียงแค่นำเมล็ดกาแฟไปคลุกกับมูลชะมด แล้วอ้างว่าเป็นกาแฟที่ผ่านกระบวนการย่อยและขับถ่ายของชะมด แต่การทำกาแฟขี้ชะมดจริงๆ จะต้องให้ชะมดกินผลหรือลูกกาแฟที่มีเมล็ดกาแฟเข้าไปและอาศัยเอ็นไซม์ในกระบวนการย่อย ทำให้เมล็ดกาแฟที่ได้ออกมา มีรสชาติและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ นอกจากนั้นช่วงเวลาดังกล่าวยังมีปัญหาการระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส) ซึ่งชะมดเป็นพาหะนำโรค รวมทั้งมีเรื่องจริยธรรมและสิทธิสัตว์เข้ามาเกี่ยวข้อง สินค้าที่ผลิตออกมาจึงไม่ได้เป็นสินค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและหลักจริยธรรมเท่าใดนัก
            หลังจากที่เลิกผลิตกาแฟขี้ชะมดไป เขาได้อ่านข่าวพบว่า ช่วงหน้าแล้งมักมีช้างป่าในแอฟริกาตะวันตกและเอเชียใต้ เข้าไปทำลายไร่กาแฟ กินผลและเมล็ดกาแฟของเกษตรกร เรื่องรุนแรงถึงขั้นมีการฆ่าช้างเกิดขึ้น ทำให้คุณเบลครู้ว่า ช้างก็กินกาแฟด้วย เขาจึงกลับไปแคนาดาและทดลองให้ช้างในสวนสัตว์ที่แคนาดากินลูกกาแฟที่มีเมล็ดกาแฟอยู่ด้วย แต่กาแฟขี้ช้างของคุณเบลคในช่วงแรกนั้น เขาบอกว่า “รสชาติแย่มาก”
             จากนั้นเขาใช้เงินลงทุนราว 15 ล้านบาท และเวลาอีก 10 ปีในการพัฒนากรรมวิธีเพื่อผลิตกาแฟขี้ช้าง โดยทดลองทั้งที่แคนาดาและศูนย์เลี้ยงช้างในอินโดนีเซีย แต่สุดท้ายได้มาเลือกประเทศไทยเป็นที่ผลิต เพราะเห็นว่ามีบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจมากที่สุด เนื่องจากมีศูนย์เลี้ยงช้างและมีหน่วยงานจิตอาสาที่ทำงานอนุรักษ์ช้างหลายแห่ง คุณเบลคตั้งใจไว้แล้วว่า เขาจะมอบเงินรายได้ 8 % จากการผลิตกาแฟนี้ให้กับองค์กรอนุรักษ์ช้าง โดยปัจจุบันเขาทำงานกับมูลนิธิช้างเอเชียสามเหลี่ยมทองคำ และเริ่มผลิตกาแฟขี้ช้างในประเทศไทยที่ อ. เชียงแสน จ. เชียงราย ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว
คุณเบลคยืนยันว่า เขาเป็นคนแรกที่คิดค้นวิธีผลิตกาแฟขี้ช้างสำเร็จ จนได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและรสชาติที่ติดตลาด ส่วนที่ผลิตภัณฑ์มีราคาแพงนั้น เป็นเพราะกระบวนการผลิตที่ลำบากซับซ้อน ต้องคัดผลกาแฟที่มีคุณภาพให้ช้างกิน โดยตอนนี้ใช้พันธุ์อาราบิก้าของไทย ซึ่งต้องให้ช้างกินถึง 33 กิโลกรัม เพื่อที่จะได้กาแฟขี้ช้างมา 1 กิโลกรัม เวลาช้างกินกาแฟ ช้างจะเคี้ยวด้วย เมล็ดกาแฟบางส่วนก็จะแตกหักหรือถูกย่อยไป ส่วนที่เหลือขับถ่ายออกมานั้นจะเลือกเอาเฉพาะเมล็ดที่สมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีเมล็ดกาแฟที่สูญหายไปตอนที่ช้างลงไปอาบและขับถ่ายในน้ำ ส่วนตอนที่ช้างออกไปเดินตามป่าเขานั้น ควาญช้างจะต้องคอยตามเก็บเมล็ดกาแฟที่ช้างขับถ่ายออกมาระหว่างทางด้วย จากนั้นจะนำไปผ่านกระบวนการทำความสะอาดและคัดเลือกขนาดเมล็ดกาแฟที่ใหญ่และสมบูรณ์อีกครั้ง
              คุณเบลคอธิบายว่าแม้ว่ากาแฟมีส่วนประกอบของคาเฟอิน แต่คาเฟอินในเมล็ดกาแฟไม่กระทบต่อช้าง เพราะในตอนนั้นคาเฟอินยังไม่ออกฤทธิ์ จนกว่าเมล็ดกาแฟจะถูกความร้อนสูงผ่านกระบวนการคั่ว นอกจากนั้นกาแฟอาราบิก้ายังมีปริมาณคาเฟอินน้อยกว่ากาแฟสายพันธุ์อื่น
                ในแต่ละปีมีกาแฟขี้ช้างยี่ห้อ แบลค ไอวอรี คอฟฟี ออกจำหน่ายในปริมาณไม่มาก โดยในปีนี้ผลิตได้ 150 กิโลกรัม ส่วนเมื่อปีที่แล้วผลิตได้ 200 กิโลกรัม ทั้งนี้ผลผลิตกาแฟอาราบิก้าซึ่งเป็นวัตถุดิบในแต่ละปีก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดปริมาณการผลิตกาแฟขี้ช้างด้วย โดยคุณเบลคเองเป็นผู้คัดเลือกกาแฟอาราบิก้าให้ช้างกิน ขณะนี้กาแฟขี้ช้างของคุณเบลคเป็นกาแฟที่เจาะตลาดบนและจำหน่ายให้กับโรงแรมห้าดาวและภัตตาคารระดับมิชลินสตาร์ทั้งในไทยและต่างประเทศ และมีส่วนหนึ่งที่จำหน่ายผ่านอินเทอร์เน็ต
             คุณเบลคบอกว่า ช้างเป็นสัตว์กินพืช เมื่อเมล็ดกาแฟที่ช้างกินเข้าไปถูกบ่มอยู่ในระบบการย่อยของช้างรวมกับพืชชนิดอื่น ๆ ที่ช้างกิน ทำให้กาแฟที่ผลิตออกมามีกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ คือมีกลิ่นช็อกโกแลต และมีทั้งรสชาติของดาร์ก ช็อกโกแลต, มอลต์, รวมทั้งเครื่องเทศ แต่ไม่มีรสขมบาดปาก คุณเบลคยังบอกด้วยว่า มีคนในแวดวงสังคมชั้นสูงหรือ “ไฮโซ” หลายคนบินไปจากกรุงเทพฯ เพื่อไปดื่มกาแฟขี้ช้างของเขาที่เชียงแสนเป็นประจำ

คุณเบลคบอกว่า กาแฟแบลค ไอวอรี คอฟฟี ของเขา เป็นกาแฟขี้ช้างเพียงเจ้าเดียวในโลก มีนักลงทุนหลายรายทั้งในไทยและต่างประเทศเคยติดต่อมาเพื่อขอร่วมลงทุน หรือขอ “สูตรลับ” ในกระบวนการผลิต แต่คุณเบลคบอกบีบีซีไทยว่า เขาพอใจกับธุรกิจในขณะนี้ ที่เขาสามารถควบคุมคุณภาพได้ด้วยตนเองและช้างได้รับการดูแลอย่างดี เขายังคงต้องการให้แบลค ไอวอรี คอฟฟี เป็นกาแฟพิเศษที่หายาก มีคุณภาพสูง จึงยังไม่คิดจะเปิดเผยสูตรลับหรือหาผู้ร่วมลงทุนเพิ่มแต่อย่างใด

ที่มา BCC Thai

ผัดทอด ใช้น้ำมันแบบไหนดี


          จากที่มีการถกเถียงกันเรื่องกินมันหมู หรือน้ำมันพืช อย่างไหนกินแล้วจะดีต่อสุขภาพมากกว่ากันนั้น จริง ๆ แล้วนักโภชนาการบอกว่า สิ่งที่ควรโฟกัสคือ คำว่า "กรดไขมัน" ที่อยู่ในน้ำมันแต่ละชนิดจึงจะถือว่าตรงประเด็นการเลือกรับประทานเพื่อสุขภาพจริง ๆ
ทั้งนี้ ผศ.วันทนีย์ เกรียงสินยศอาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า น้ำมันทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นน้ำมันพืช น้ำมันหมู หรือน้ำมันที่ได้จากสัตว์ชนิดต่าง ๆ ล้วนมี
องค์ประกอบของ "กรดไขมัน" ทั้งสิ้น 3 ชนิด คือ กรดไขมันอิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และกรดไขมันเชิงซ้อน แตกต่างกันแค่ปริมาณ
          ด้านคุณประโยชน์ กรดไขมันอิ่มตัว จะทำให้คอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้นทั้งตัวที่ดีและตัวที่ไม่ดี ส่วนกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวจะลดคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีลง และเพิ่มชนิดดีขึ้น ขณะที่กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนจะลดคอเลสเตอรอลทั้ง 2 ส่วนลง ดังนั้นในการศึกษาจึงพบว่ากรดไขมันเชิงเดี่ยวดีที่สุด และองค์การอนามัยโลกแนะนำให้เลือกน้ำมันที่มีสัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวเยอะกว่ากรดไขมันอิ่มตัว และชนิดไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน เช่นสัดส่วน 1.5:1:1
"ในคนอ้วน ต้องลดไขมันทุกชนิดลงเพราะปกติไขมันจะให้พลังงานเยอะ ถ้าได้รับมากเกินไปยิ่งทำให้อ้วนมากขึ้น ส่วนคนที่มีคอเลสเตอรอลสูงควรลดไขมันอิ่มตัวลงเพราะจะยิ่งทำให้มีปัญหาคอเลสเตอรอลสูงมาก เคยมีการศึกษาพบว่าทุก ๆ 1 กรัมของไขมันอิ่มตัวจะทำให้คอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้นประมาณ 2 มิลลิกรัม ดังนั้นการลดปริมาณของกรดไขมันอิ่มตัวลงก็จะช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลลงได้ด้วย"
            ผศ.วันทนีย์ ระบุว่า ในน้ำมันหมูจะมีปริมาณของกรดไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน สัดส่วนอยู่ที่ 4:4:2  ส่วนน้ำมันพืชมีหลายชนิดทั้งกลุ่มที่มีสัดส่วนไขมันอิ่มตัวเยอะ หรือไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในสัดส่วนที่เยอะกว่า
"แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตามธรรมชาติแล้วไขมันที่ ได้จากสัตว์จะมีคอเลสเตอรอลอยู่แล้วโดยมีแฝงอยู่ประมาณ 12 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนโต๊ะ ขณะที่ไขมันจากพืชนั้นแม้ว่าจะมีโครงสร้างเหมือนคอเลสเตอรอลแต่ก็ไม่ใช่"
             อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นไขมันชนิดใด สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือเรื่องของปริมาณ ต้องไม่มากเกินไป เพราะต่อให้เป็นไขมันดีแค่ไหนถ้ากินเยอะก็ก่อปัญหาได้ทั้งสิ้น และการเรียนรู้คุณสมบัติของน้ำมันที่เหมาะสมในการประกอบอาหารแต่ละชนิดก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน
             โดยหากเป็นอาหารประเภท "ทอดกรอบ" ควรใช้น้ำมันประเภทที่มีกรดไขมันอิ่มตัว เพราะทนต่อความร้อนได้ดี ไม่ทำให้เกิดควัน ไม่ทำให้อาหารเหม็นหืน น้ำมันที่ควรเลือกใช้ก็คือน้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันหมู ที่สำคัญไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
เมนู "ผัด" ก็เลือกใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว อาทิ น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก หรือจะใช้น้ำมันที่มีสัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนเยอะกว่าก็ได้ เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน ตรงนี้ยังสามารถเอามาทำเป็นน้ำมันสลัด ได้ด้วย แต่ถ้าจะให้ดีเลือกใช้น้ำมันบริสุทธิ์ที่ไม่ผ่านความร้อนก็จะยิ่งทำให้ได้รับประโยชน์จากสารอาหารดั้งเดิมได้ เช่น วิตามินอีในน้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันงา
           "สำหรับคุณแม่บ้านทั้งหลายที่ทำกับข้าวกินเองอยากให้มี น้ำมัน 2 ประเภทสำหรับทอด กับสำหรับผัด เพราะหากใช้น้ำมันสำหรับเมนูผัดต่าง ๆ ไปใช้ทอดแล้วน้ำมันพวกนี้ไม่ได้ทนความร้อนมาก จะทำให้เกิดกลุ่มควันเยอะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเป็นสารที่ก่ออันตรายต่อร่างกายและมีโอกาสเป็นสารก่อมะเร็งได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับโอกาสและปริมาณสิ่งที่เราได้รับ"

ขอให้อ่านฉลาก ชั่งน้ำหนักทางโภชนาการ แล้วเลือกใช้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง


ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

รู้หรือไม่? มลพิษทางอากาศบางชนิดสามารถซึมผ่านผิวหนังเราได้

“มลพิษทางอากาศ” หลายคนคงคิดถึง ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ฝุ่นละอองในอากาศ หรือควันจากบุหรี่ แต่มลพิษทางอากาศที่ผู้เขียนอยากจะสื่อนั้น รวมถึงกลิ่นของสารเคมีเช่น ไอระเหยน้ำมัน ไอระเหยของน้ำยาทาเล็บ ตัวทำละลายต่างๆ หรือแม้กระทั่งกลิ่นหรือไอระเหยของสีทาบ้าน กาว เรียกได้ว่าทุกๆ อย่างที่อยู่ในอากาศ เมื่อเข้าสู่ร่างแล้วเป็นอันตรายต่อชีวิต ต่อระบบภายในของร่างกายนั่นคือ “มลพิษทางอากาศ”

ตัวอย่างของงานวิจัยที่เพิ่งค้นพบถึงอันตรายของมลพิษเหล่านี้ ได้แก่ มลพิษทางอากาศที่มีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตร เมื่อเราหายใจเข้าไป เจ้ามลพิษนี้จะเข้าไปถึงปอดและสามารถบล็อคการเคลื่อนที่ของออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด ก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ หรือพากินสันได้ นอกจากนี้เจ้ามลพิษที่มีขนาดเล็กมากๆ นี้ยังสามารถซึมไปตามเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ทำลาย DNA โปรตีน หรือโครงสร้างของเซลล์ ทำให้ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมามลพิษทางอากาศเหล่านี้นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพแล้ว งานวิจัยล่าสุดได้พบว่า มลพิษทางอากาศยังส่งผลต่อบุคลิกภาพด้วย ซึ่งงานวิจัยได้ศึกษากับหนูทดลองพบว่า เมื่อให้หนูดมสารเคมีที่ชื่อว่า บีสพีนอล (Bisphenol S) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ผลิตกระดาษและพลาสติกใส ผลการศึกษาพบว่า หนูที่ได้รับสารเคมีส่งผลต่อฮอร์โมนของหนูทำให้มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปคือ มีก้าวร้าวมากขึ้น จากตัวอย่างงานวิจัยจะเห็นได้ว่า มลพิษทางอากาศนั้นส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่อทั้งมนุษย์และสัตว์

          หลายๆ คนคงคิดว่า มลพิษทางอากาศสามารถเข้าสู่ร่างกายเราโดยการหายใจเท่านั้น นั่นคุณอาจคิดผิดมาโดยตลอด เพราะงานวิจัยใหม่ๆ ได้ค้นพบว่า มีสารเคมีบางตัวที่สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์โดยการซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนัง! น่ากลัวใช่หรือไม่? เพราะเพียงแค่ปิดจมูก หรือใส่หน้ากากที่มีตัวกรองสารเคมี กลับไม่สามารถป้องกันมลพิษเหล่านี้ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายได้ การหายใจสามารถนำมลพิษเข้าสู่ปอด และเข้าสู่กระแสเลือดเป็นลำดับต่อไป แต่อวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายกลับเป็นผิวหนัง ซึ่งนักวิศวะสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยวอชิงตันพบว่า ผิวหนังคนทำหน้าที่คล้ายกับฟองน้ำเพื่อดูดซับสารเคมี โดยสารเคมีที่เริ่มศึกษาคือ พทาเลท (Phthalates) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้เป็นตัวทำละลายและผลิตพลาสติก ซึ่งในปัจจุบันพบว่า เนื่องจากการใช้สารเคมีประเภทนี้อย่างแพร่หลายทำให้พบได้มากในอากาศ และในร่างกายมนุษย์เอง! 
           ผลการศึกษาในคน โดยให้คนเหล่านี้ได้รับสารตระกูลพทาเลท 2 ตัวคือ diethyl (Di-ETH-ul) phthalate หรือ DEP ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญในเครื่องสำอาง น้ำหอม และผลิตภัณฑ์พวกแชมพู พบว่าสารตัวนี้มีผลต่ออวัยวะสืบพันธ์ สารเคมีตัวที่สอง คือ di-n-butyl (BEU-tul) phthalate หรือ DnBP ซึ่งพบมากในเครื่องสำอาง และใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับเป็นส่วนผสมของกาว พลาสติกและสารหล่อลื่น ซึ่งอันตรายของมันนั้นส่งให้เด็กแรกเกิดมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน

        การทดลองทำโดย ให้ผู้ทดสอบสวมฮูด (Hood) ครอบศีรษะเพื่อที่จะหายใจในอากาศที่สะอาดเท่านั้น โดยให้แต่ละคนจะสวมเสื้อผ้าที่ไม่หนาและสั้นๆ เพื่อที่จะให้ผิวหนังได้สัมผัสกับสารที่อยู่ในอากาศ ผลการศึกษาพบว่า สาร DEP สามารถเข้าสู่ผิวหนังและการหายใจในปริมาณที่เท่าๆ กัน ส่วน DnBP ผิวหนังสามารถดูดซับสารนี้เข้าไปได้มากกว่าการหายใจถึง 80% โดยประเด็นที่น่าตกใจคือ ในการทดสอบครั้งนี้ใช้เวลาเพียงแค่ 6 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่น้อยเกินไปที่จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนถึงปริมาณการดูดซึมสารเคมี นักวิจัยกล่าวว่า หากเพิ่มเวลานานขึ้นถึง 30-40 ชั่วโมง ผิวหนังเราน่าจะสามารถดูดซึมสารเคมีเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่าการหายใจถึง 5-6 เท่า ดังนั้นในการค้นพบครั้งนี้จึงสามารถอธิบายว่า สารเคมีชนิดพทาเลทที่พบในของใช้เด็กทารก เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กคลอดก่อนกำหนด 
     นอกจากนี้ไม่เพียงแค่สารเคมีชนิดพทาเลทเท่านั้น นักวิจัยยังค้นพบว่า สารเคมีที่มีขนาดอนุภาคไม่ใหญ่มากสามารถระเหย ซึม เข้าสู่ผิวหนังได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น สารเคมีในน้ำยาทาเล็บ พาราเบนในครีมกันแดด และนิโคติน ซึ่งจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราได้รับสารเหล่านี้ในทุกๆ วัน ทุกๆ ชั่วโมง ลองนึกภาพคนทำงานที่เกี่ยวข้องกับสารเหล่านี้ เช่น พนักงานในร้านทาเล็บ หรือพนักงานในโรงงานผลิตพลาสติก ซึ่งมีโอกาสได้รับสารเคมีเหล่านี้ซึมเข้าสู่ผิวหนังมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่านัก

ทุกวันนี้คนเราอยู่กับสารเคมีเหล่านี้จนชิน จึงไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายจากสารเคมีเหล่านี้ แน่นอนว่าอาการของโรคไม่ได้แสดงทันทีที่ได้รับสารพิษ แต่มันใช้ระยะเวลาสะสม จากวันละเล็กละน้อยที่ร่างกายได้รับ อาจจะ 10 ปีหรือ 20 ปี จึงค่อยแสดงอาการออกมาให้เราได้พึงระวังและป้องกันตัวหรือไม่มันก็อาจจะสายเกินไป

ที่มา 
-https://student.societyforscience.org/article/nano-air-pollutants-strike-blow-brain
-https://student.societyforscience.org/article/some-pollutants-made-mice-less-friendly

-https://student.societyforscience.org/article/some-air-pollutants-seep-through-skin